blog image

    Form A, Form D และ Form E คืออะไร? ใช้ลดภาษีนำเข้า–ส่งออกอย่างไร

    22 กรกฎาคม 2569

    สำหรับผู้ประกอบการนำเข้า–ส่งออก คำว่า Form A, Form D และ Form E มักปรากฏในขั้นตอนตรวจสิทธิทางภาษี โดยเฉพาะเมื่อ Buyer หรือ Supplier แจ้งว่าสินค้าสามารถใช้ FTA หรือสิทธิพิเศษทางการค้าเพื่อลดอากรขาเข้าได้

    แต่เอกสารทั้ง 3 แบบไม่ได้ใช้กับทุกประเทศและทุกสินค้าเหมือนกัน

    สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้ก่อนว่า

    สินค้าคืออะไร → HS Code อะไร → มีถิ่นกำเนิดประเทศไหน → ค้ากับประเทศใด → ใช้ความตกลงใด → ผ่าน Rules of Origin หรือไม่

    จากนั้นจึงพิจารณาว่าต้องใช้ Form หรือ Proof of Origin รูปแบบใด

    Form A, Form D และ Form E คือเอกสารอะไร?

    ทั้ง 3 Form เกี่ยวข้องกับ Certificate of Origin หรือหลักฐานรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า สำหรับสิทธิทางการค้า

    หน้าที่หลักคือช่วยพิสูจน์ว่าสินค้ามี Origin ตามเงื่อนไขของ Scheme หรือ FTA ที่กำหนด เพื่อให้ Importer สามารถขอใช้อัตราอากรพิเศษที่ประเทศปลายทางได้

    แต่แต่ละ Form ใช้คนละกรอบ

    Form A

    เกี่ยวข้องกับสิทธิ GSP ของประเทศผู้ให้สิทธิ โดยต้องตรวจว่า Scheme ปัจจุบันยังใช้ Form A หรือใช้ Proof of Origin รูปแบบอื่น

    Form D

    ใช้ในการค้าภายใน ASEAN ตามกรอบ ATIGA

    Form E

    ใช้ในการค้าระหว่าง ASEAN กับจีนตามกรอบ ACFTA

    ดังนั้นเพียงรู้ว่า Supplier อยู่ประเทศอะไรยังไม่เพียงพอ ต้องตรวจ Origin ของสินค้าจริงด้วย

    Certificate of Origin สำคัญอย่างไร?

    Certificate of Origin หรือ C/O ใช้รับรองถิ่นกำเนิดสินค้า

    ถิ่นกำเนิดมีผลต่อเรื่องต่าง ๆ เช่น

    • Import Duty
    • สิทธิ FTA
    • Trade Preference
    • Customs Clearance
    • มาตรการทางการค้า
    • Requirement ของ Buyer

    แต่ Country of Origin ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศเดียวกับ Country of Export เสมอไป

    ตัวอย่างเช่น สินค้าผลิตในจีนแล้วนำไปเก็บ Warehouse ที่สิงคโปร์ ก่อนส่งต่อมายังประเทศไทย

    หากสินค้าไม่ได้ผ่านกระบวนการที่ทำให้ Origin เปลี่ยน สินค้าอาจยังมีถิ่นกำเนิดจีน แม้ Shipment จะถูกส่งออกจากสิงคโปร์

    Internal Link แนะนำ: Certificate of Origin คืออะไร? รู้จักประเภท C/O และเอกสารที่ต้องใช้

    Form A คืออะไร?

    Form A เป็นหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับ Generalized System of Preferences หรือ GSP

    GSP คือระบบที่ประเทศผู้ให้สิทธิให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่สินค้าจากประเทศผู้รับสิทธิตามเงื่อนไขที่แต่ละ Scheme กำหนด

    ในอดีต Form A ถูกใช้แพร่หลายเป็นหลักฐานสำหรับขอสิทธิ GSP

    อย่างไรก็ตาม การค้าในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้าน

    • ประเทศผู้ให้สิทธิ
    • ประเทศผู้รับสิทธิ
    • รายการสินค้า
    • Proof of Origin
    • ระบบ Electronic
    • Self-Certification

    จึงไม่ควรใช้ข้อมูลเก่าว่า “ส่งไปประเทศนี้ต้องใช้ Form A” โดยอัตโนมัติ

    ก่อนส่งออกควรตรวจ Scheme ปัจจุบันของประเทศปลายทางทุกครั้ง

    Form A ใช้ลดภาษีได้ทุกประเทศหรือไม่?

    ไม่ได้

    Form A ไม่ใช่เอกสาร FTA สากลที่สามารถใช้กับประเทศใดก็ได้

    ต้องตรวจอย่างน้อยว่า

    • ประเทศปลายทางมี GSP Scheme ที่เกี่ยวข้องหรือไม่
    • ประเทศไทยหรือสินค้าได้รับสิทธิหรือไม่
    • HS Code อยู่ในรายการสิทธิหรือไม่
    • สินค้าผ่าน Rules of Origin หรือไม่
    • Scheme นั้นยังใช้ Form A หรือเปลี่ยนไปใช้หลักฐานรูปแบบอื่นแล้ว

    ดังนั้นผู้ส่งออกไม่ควรจัดทำ Form A จากข้อมูลบทความเก่าหรือ Shipment เดิมโดยไม่ตรวจสถานะล่าสุด

    Form D คืออะไร?

    Form D คือ Proof of Origin ที่ใช้สำหรับสิทธิทางภาษีภายใต้ ASEAN Trade in Goods Agreement หรือ ATIGA

    ใช้กับการค้าระหว่างประเทศสมาชิก ASEAN ตามเงื่อนไขของความตกลง

    ประเทศสมาชิก ASEAN ได้แก่

    • Brunei
    • Cambodia
    • Indonesia
    • Laos
    • Malaysia
    • Myanmar
    • Philippines
    • Singapore
    • Thailand
    • Vietnam

    หากสินค้า Origin ไทยและส่งไปประเทศสมาชิก ASEAN หรือธุรกิจไทยนำเข้าสินค้าที่มี Origin จากประเทศ ASEAN สามารถตรวจสิทธิ ATIGA ได้

    แต่ไม่ได้หมายความว่าการส่งสินค้าระหว่างประเทศ ASEAN ทุก Shipment จะใช้ Form D ได้ทันที

    สินค้าต้องผ่าน Rules of Origin ก่อน

    Form D ลดภาษีเหลือ 0% ทุกสินค้าหรือไม่?

    ไม่เสมอ

    สิทธิจริงขึ้นอยู่กับ

    • HS Code
    • ประเทศต้นทาง
    • ประเทศปลายทาง
    • Tariff Schedule
    • Rules of Origin
    • Product Specific Rules

    สินค้าหลายรายการอาจมีอัตราภาษีพิเศษ 0% แต่ไม่ควรนำหลักนี้ไปใช้กับสินค้าทุกประเภทโดยไม่ได้ตรวจพิกัดและเงื่อนไขก่อน

    ผู้ประกอบการจึงควรตรวจ Preferential Tariff Rate ของ HS Code จริงก่อนคำนวณ Landed Cost

    สินค้าต้องมีวัตถุดิบ ASEAN 40% จึงใช้ Form D ได้ใช่หรือไม่?

    ไม่ควรใช้เกณฑ์ 40% เป็นกฎเดียวสำหรับสินค้าทุกประเภท

    สินค้าภายใต้ ATIGA มี Rules of Origin และ Product Specific Rules แตกต่างกัน

    เกณฑ์ที่พบได้ เช่น

    • Wholly Obtained
    • Regional Value Content
    • Change in Tariff Classification
    • Product Specific Rule
    • เกณฑ์ทางเลือกที่กำหนดสำหรับสินค้าแต่ละรายการ

    Regional Value Content หรือ RVC 40% เป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่พบได้ในหลายกรณี แต่ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุก HS Code จะต้องใช้วิธีนี้เพียงอย่างเดียว

    ก่อนขอ Form D ต้องตรวจ Rule ของสินค้าจริง

    e-Form D คืออะไร?

    ปัจจุบันการรับรองและแลกเปลี่ยนข้อมูล Form D มีการใช้ระบบ Electronic มากขึ้น

    e-Form D ช่วยให้ข้อมูล Origin สามารถแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานของประเทศสมาชิก ASEAN ผ่านระบบที่เกี่ยวข้อง ลดการพึ่งพาเอกสารกระดาษในกระบวนการหลายส่วน

    แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ สินค้ายังต้อง

    • มี Origin ถูกต้อง
    • ผ่าน Rules of Origin
    • ใช้ HS Code ถูกต้อง
    • มีข้อมูล Invoice ถูกต้อง
    • ผ่าน Requirement ของ ATIGA

    Electronic Form จึงช่วยด้าน Process แต่ไม่ได้ทำให้สินค้าที่ไม่ผ่าน Origin Rule กลายเป็นสินค้าที่ได้รับสิทธิ

    Form D เหมาะกับธุรกิจแบบไหน?

    ตัวอย่างเช่น

    บริษัทไทยส่งสินค้าไป Vietnam

    หากสินค้ามี Origin ไทยและผ่านกฎ ATIGA สามารถตรวจว่าสินค้านั้นใช้สิทธิภาษีพิเศษด้วย Form D หรือ Proof of Origin ที่เกี่ยวข้องได้หรือไม่

    หรือบริษัทไทยนำเข้าสินค้าจาก Malaysia

    ก็สามารถตรวจสิทธิ ATIGA ในลักษณะเดียวกัน

    Form D จึงสำคัญกับธุรกิจที่มี Supply Chain ใน ASEAN เช่น

    • Consumer Goods
    • Industrial Parts
    • Raw Materials
    • Machinery
    • Food
    • Packaging
    • Automotive Parts

    แต่ Product Regulation ยังต้องตรวจแยกจากสิทธิด้านภาษี

    Internal Link แนะนำ: เจาะตลาดส่งออก–นำเข้า CLMV และขั้นตอนการขนส่งสินค้าที่ควรรู้

    Form E คืออะไร?

    Form E คือ Certificate of Origin ที่ใช้สำหรับสิทธิทางภาษีภายใต้ ASEAN–China Free Trade Area หรือ ACFTA

    จึงเป็น Form ที่ผู้ประกอบการไทยพบได้บ่อยในการ

    • นำเข้าสินค้าจากจีน
    • ส่งออกสินค้าไทยไปจีน

    หากสินค้าผ่าน Rules of Origin ภายใต้ ACFTA และ HS Code มี Preferential Tariff ที่เกี่ยวข้อง Importer สามารถใช้ Form E เพื่อขอสิทธิภาษีตามเงื่อนไขได้

    นำเข้าจากจีนต้องมี Form E ทุก Shipment หรือไม่?

    ไม่จำเป็น

    ควรตรวจ Cost–Benefit ก่อน

    ตัวอย่างเช่นสินค้า HS Code หนึ่งมีอัตรา Import Duty ปกติอยู่แล้วที่ 0%

    การจัดทำ Form E จึงอาจไม่ได้สร้างประโยชน์ด้านอากรเพิ่มเติม

    หรือบางสินค้าอาจ

    • ไม่ผ่าน Rules of Origin
    • ไม่อยู่ในสิทธิที่ต้องการ
    • ใช้ FTA อื่นได้
    • มี Document Requirement ที่แตกต่าง

    จึงควรตรวจ Tariff ก่อนขอ Form

    สินค้าส่งมาจากจีน แปลว่าใช้ Form E ได้เสมอหรือไม่?

    ไม่ใช่

    Country of Export กับ Country of Origin เป็นคนละเรื่อง

    ตัวอย่างเช่น Supplier จีนซื้อสินค้าที่ผลิตสำเร็จจากประเทศที่สาม แล้วส่งออกจากจีนโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตที่ทำให้ Origin เปลี่ยน

    สินค้าไม่ได้กลายเป็น Chinese Origin เพียงเพราะ

    • Supplier อยู่จีน
    • Invoice ออกโดยบริษัทจีน
    • Port of Loading อยู่จีน

    หากต้องการใช้ Form E ต้องพิสูจน์ว่าสินค้าผ่าน Origin Rules ภายใต้ ACFTA

    Form E ช่วยลดภาษีนำเข้าจากจีนได้อย่างไร?

    ตัวอย่างสมมติ

    ราคาศุลกากร = 500,000 บาท

    อัตราอากรปกติ = 10%

    Import Duty ปกติคือ

    500,000 × 10% = 50,000 บาท

    สมมติว่าสินค้าผ่าน ACFTA และอัตราสิทธิเป็น 0%

    Import Duty อาจลดจาก

    50,000 บาท → 0 บาท

    แต่ยังต้องพิจารณา

    • VAT
    • ภาษีอื่นตามสินค้า
    • Customs Requirement
    • Permit

    ดังนั้นคำว่า Duty 0% ไม่ได้หมายความว่าการนำเข้าจะไม่มีภาษีหรือค่าใช้จ่ายทั้งหมด

    Internal Link แนะนำ: ราคาศุลกากร (CIF) คืออะไร? พร้อม 4 ขั้นตอนคำนวณภาษีนำเข้าสินค้า

    Form A, Form D และ Form E ต่างกันอย่างไร?

    สามารถจำแบบง่ายได้ว่า

    Form A

    • กรอบ: GSP
    • ประเทศที่ใช้: ขึ้นอยู่กับ Scheme ของประเทศผู้ให้สิทธิ
    • จุดสำคัญ: ต้องตรวจว่าปัจจุบันยังใช้ Form A หรือ Proof of Origin รูปแบบอื่น

    Form D

    • กรอบ: ATIGA
    • ประเทศที่ใช้: การค้าภายใน ASEAN
    • จุดสำคัญ: ตรวจ Rules of Origin และ Tariff ภายใต้ ATIGA

    Form E

    • กรอบ: ACFTA
    • ประเทศที่ใช้: ASEAN ↔ China
    • จุดสำคัญ: พบได้บ่อยในการนำเข้าสินค้าจากจีน แต่ต้องเป็นสินค้าที่มี Origin ตาม ACFTA

    เอกสารทั้ง 3 จึงไม่สามารถใช้แทนกันได้

    ทำไม HS Code ต้องรู้ก่อนเลือก Form?

    เพราะ HS Code เป็นตัวเชื่อมข้อมูลหลายอย่างเข้าด้วยกัน

    • Duty Rate
    • Preferential Rate
    • Product Specific Rules
    • Permit
    • Customs Declaration
    • FTA

    ตัวอย่างเช่นธุรกิจนำเข้าสินค้าจากจีนและ Supplier บอกว่า “มี Form E”

    ข้อมูลนี้ยังไม่เพียงพอ

    Importer ต้องตรวจต่อว่า

    1. สินค้าคือ HS Code อะไร
    2. อัตราปกติเท่าไร
    3. อัตรา ACFTA เท่าไร
    4. สินค้าผ่าน Rules of Origin หรือไม่
    5. Form E ระบุ HS Code และข้อมูลสินค้าอย่างถูกต้องหรือไม่

    หาก HS Code ผิด สิทธิทางภาษีที่คำนวณไว้ก็อาจผิดทั้งหมด

    Internal Link แนะนำ: HS CODE สำคัญอย่างไร

    Rules of Origin คือหัวใจของการใช้ Form

    การใช้สิทธิ FTA ไม่ได้พิจารณาจากแค่ประเทศที่ส่งของ

    ต้องตรวจ Rules of Origin หรือกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า

    หลักเกณฑ์ที่พบได้ เช่น

    Wholly Obtained

    สินค้าได้มาหรือผลิตทั้งหมดในประเทศสมาชิกตามเงื่อนไขที่กำหนด

    Regional Value Content

    กำหนดสัดส่วนมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศหรือภูมิภาค

    Change in Tariff Classification

    วัตถุดิบนำเข้าต้องผ่านกระบวนการผลิตจน Classification เปลี่ยนตามระดับที่กำหนด

    Product Specific Rules

    สินค้าแต่ละ HS Code มี Rule เฉพาะ

    ดังนั้นคำถามว่า “สินค้าผลิตในไทย ใช้ Form D ได้ไหม” ต้องดู Process และวัตถุดิบจริงก่อนตอบ

    Repack สินค้าแล้วเปลี่ยน Origin ได้หรือไม่?

    โดยทั่วไปไม่ควรเข้าใจว่าการ

    • เปลี่ยนกล่อง
    • ติด Label ใหม่
    • แบ่ง Pack
    • Sort สินค้า
    • ส่งผ่าน Warehouse

    จะทำให้ Country of Origin เปลี่ยนโดยอัตโนมัติ

    การเปลี่ยน Origin ต้องพิจารณาตาม Rules of Origin ของความตกลงนั้น

    ตัวอย่างเช่น สินค้า Origin จีนถูกนำเข้าไทย จากนั้น Repack แล้วส่งไป Vietnam

    ไม่ได้หมายความว่าสินค้านั้นจะกลายเป็น Thai Origin และใช้ Form D ได้ทันที

    มี Form แล้ว Customs ต้องให้สิทธิภาษีเสมอหรือไม่?

    ไม่เสมอ

    Customs สามารถตรวจเงื่อนไขประกอบ เช่น

    • ความถูกต้องของ Form
    • HS Code
    • Product Description
    • Invoice
    • Origin Criterion
    • Country of Origin
    • Route
    • Third-Country Invoice ตามกรณี
    • เงื่อนไขการขนส่ง
    • อายุหรือช่วงเวลาที่ใช้หลักฐานตามกฎของความตกลง

    หากข้อมูลไม่สอดคล้องกัน อาจต้องตรวจเพิ่มเติมก่อนให้ Preferential Treatment

    Form ต้องตรงกับ Invoice อย่างไร?

    ข้อมูลสำคัญควรเชื่อมโยงกัน เช่น

    • Exporter
    • Consignee ตามเงื่อนไข
    • Invoice Number
    • Invoice Date
    • Product Description
    • HS Code
    • Quantity
    • Origin

    หาก Form ระบุ Invoice คนละฉบับ หรือสินค้าและ Quantity ไม่สามารถเชื่อมโยงกับ Shipment ได้ อาจเกิดปัญหาในการใช้สิทธิ

    ก่อน Shipment จึงควรตรวจ Form เทียบกับ Final Commercial Invoice เสมอ

    Form เกี่ยวข้องกับใบขนสินค้าอย่างไร?

    เมื่อ Importer ต้องการใช้ Preferential Tariff จะต้องสำแดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องใน Customs Process

    ข้อมูลใน Proof of Origin จึงต้องสัมพันธ์กับ

    • Customs Declaration
    • Commercial Invoice
    • Packing List
    • Transport Document

    หากข้อมูลผิด ควรตรวจและแก้ก่อนนำไปใช้ในพิธีการศุลกากร

    Internal Link แนะนำ: ใบขนสินค้าขาเข้า–ขาออก คืออะไร? ขั้นตอนและเอกสารที่ผู้นำเข้า–ส่งออกควรรู้

    ต้องมี Form ก่อนสินค้าออกจากต้นทางหรือไม่?

    ขั้นตอนและช่วงเวลาการออก Proof of Origin แตกต่างกันตามความตกลง

    บางกรณีมีหลักเกณฑ์รองรับเอกสารย้อนหลังหรือกระบวนการแก้ไข แต่ไม่ควรวางแผนโดยตั้งใจรอทำหลังสินค้าถึงปลายทาง

    ก่อน Shipment ควรตรวจให้ชัดว่า

    • ต้องใช้ Form อะไร
    • ใครเป็นผู้ดำเนินการ
    • ต้องใช้ข้อมูลอะไร
    • สินค้าผ่าน Origin Rule หรือไม่
    • Buyer ต้องการ Original หรือ Electronic Data รูปแบบใด
    • ต้องใช้เอกสารภายในช่วงเวลาใด

    จะช่วยลดความเสี่ยงที่ Importer ต้องชำระ Duty ปกติเพราะเอกสารไม่พร้อม

    ใครเป็นคนขอ Form?

    โดยทั่วไปฝั่ง Exporter เป็นผู้เตรียมข้อมูลและดำเนินการด้าน Proof of Origin ของสินค้าส่งออกตามระบบและความตกลงที่เกี่ยวข้อง

    แต่ Importer มีหน้าที่สำคัญเช่นกัน เพราะเป็นฝ่ายนำ Proof of Origin ไปใช้ขอสิทธิที่ประเทศนำเข้า

    ดังนั้น Buyer และ Seller ควรตกลงตั้งแต่ก่อน Purchase Order ว่า

    • ต้องใช้ FTA หรือไม่
    • ใช้ Form อะไร
    • ใครจัดทำเอกสาร
    • ค่าใช้จ่ายเป็นของใคร
    • ต้องส่งเอกสารเมื่อไร

    ไม่ควรรอจนสินค้าเดินทางแล้วค่อยถาม Supplier ว่า “มี Form ให้ไหม”

    มี Form แล้วต้นทุนสินค้าจะถูกลงแค่ไหน?

    ต้องคำนวณจาก Duty Saving จริง

    ตัวอย่าง

    Customs Value = 1,000,000 บาท

    Duty ปกติ = 10%

    Duty ปกติ = 100,000 บาท

    ถ้าใช้ FTA แล้ว Rate = 5%

    Duty หลังใช้สิทธิ = 50,000 บาท

    ประหยัด = 50,000 บาท

    แต่ถ้า Rate ปกติเป็น 0% อยู่แล้ว Form ก็ไม่ได้ช่วยลด Import Duty เพิ่มในส่วนนี้

    จึงควรตรวจ Tariff ก่อนตัดสินใจว่าคุ้มกับขั้นตอนการขอ Form หรือไม่

    Form D กับ Form E อันไหนดีกว่ากัน?

    ไม่สามารถเปรียบเทียบว่า Form ใดดีกว่าได้ เพราะใช้กับคนละ Trade Agreement

    ตัวอย่าง

    สินค้าไทย → Malaysia

    ควรตรวจ ATIGA และ Form D

    สินค้า China Origin → Thailand

    ควรตรวจ ACFTA และ Form E

    สินค้า China Origin → Thailand บางรายการ อาจยังมี FTA กรอบอื่น เช่น RCEP ให้พิจารณาเพิ่มเติม

    ดังนั้นควรเลือก FTA ที่สินค้าเข้าเงื่อนไขและให้ผลประโยชน์เหมาะสมที่สุด ไม่ใช่เลือก Form จากความคุ้นเคย

    RCEP เกี่ยวข้องกับ Form D และ Form E อย่างไร?

    RCEP เป็นอีกหนึ่ง Trade Agreement ที่ไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศ ASEAN เข้าร่วม

    ดังนั้นบาง Route อาจมี FTA ให้พิจารณามากกว่าหนึ่งกรอบ

    ตัวอย่างการนำเข้าจากจีนมาไทยอาจต้องเปรียบเทียบ

    • ACFTA
    • RCEP

    โดยดู

    • Tariff Rate
    • Rules of Origin
    • Product Specific Rules
    • Supply Chain
    • เอกสารที่สามารถจัดเตรียมได้

    ไม่ควรสรุปว่า Form E จะดีที่สุดในทุก Shipment เพียงเพราะสินค้ามาจากจีน

    Checklist ก่อนใช้ Form A, Form D หรือ Form E

    ก่อนดำเนินการควรตรวจตามลำดับ

    • สินค้าคืออะไร
    • HS Code ถูกต้องหรือไม่
    • Country of Origin คือที่ไหน
    • Country of Export คือที่ไหน
    • Country of Import คือที่ไหน
    • มี FTA หรือ GSP Scheme อะไรที่ใช้ได้
    • Tariff Rate ปกติเท่าไร
    • Preferential Rate เท่าไร
    • Rules of Origin คืออะไร
    • สินค้าผ่าน Origin Rule หรือไม่
    • ต้องใช้ Form หรือ Proof of Origin แบบใด
    • Invoice ถูกต้องหรือไม่
    • Quantity และ Description ตรงหรือไม่
    • เอกสารพร้อมก่อน Customs Clearance หรือไม่

    การตรวจตามลำดับนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการขอ Form ผิดประเภทหรือขอเอกสารที่ไม่ได้ช่วยลดต้นทุนจริง

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Form A, Form D และ Form E (FAQ)

    นำเข้าจากจีนต้องใช้ Form E ทุกครั้งหรือไม่?

    ไม่จำเป็น ต้องตรวจ HS Code, อัตราอากร และ Rules of Origin ก่อนว่าสินค้าได้รับประโยชน์จาก ACFTA หรือไม่ และอาจมี FTA อื่นให้พิจารณาด้วย

    Form D ใช้กับประเทศไหน?

    ใช้สำหรับการค้าระหว่างประเทศสมาชิก ASEAN ภายใต้ ATIGA ตามเงื่อนไขของสินค้าและ Rules of Origin

    มี Form D แล้วภาษีเป็น 0% ทุกสินค้าไหม?

    ไม่ใช่ ต้องตรวจ Preferential Tariff ของ HS Code และเงื่อนไข Origin ของสินค้านั้นก่อน

    Form A ยังใช้ได้อยู่หรือไม่?

    Form A เกี่ยวข้องกับ GSP แต่การใช้งานปัจจุบันขึ้นอยู่กับประเทศผู้ให้สิทธิและ Scheme นั้น ๆ บางระบบอาจเปลี่ยนไปใช้ Proof of Origin หรือ Self-Certification รูปแบบอื่น จึงควรตรวจ Requirement ล่าสุดก่อนส่งออก

    Supplier ออก Form E ให้ได้ แปลว่าสินค้าใช้สิทธิได้แน่นอนหรือไม่?

    ยังไม่ควรสรุป Importer ต้องตรวจ HS Code, Origin, Tariff และความถูกต้องของเอกสารประกอบอีกครั้งก่อนใช้สิทธิกับ Customs

    Country of Origin กับประเทศที่ส่งสินค้าออกเหมือนกันหรือไม่?

    ไม่เสมอ Country of Origin พิจารณาจาก Rules of Origin ส่วน Country of Export คือประเทศที่ Shipment ถูกส่งออกมา

    บริการเอกสารและขนส่งสินค้าระหว่างประเทศกับ CPL INTER

    CPL INTER ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศทั้งทางอากาศ ทางเรือ และทางรถ พร้อมบริการ Shipping Documents และพิธีการศุลกากรตาม Service Scope ของ Shipment

    หากต้องการตรวจการใช้ Form D, Form E หรือ Proof of Origin ที่เกี่ยวข้อง ควรเตรียมชื่อสินค้า HS Code, Product Specification, Country of Origin, ประเทศต้นทาง–ปลายทาง Commercial Invoice และข้อมูลการผลิตที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถตรวจ FTA และวางแผน Customs Clearance ก่อน Shipment

    โทร: 02-519-4426 / 091-519-4426
    LINE: @cplinter

    เขียนโดย: ฝ่ายปฏิบัติการโลจิสติกส์ CPL Inter ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากร ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 15 ปี พร้อมการันตีระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001:2015

    บทความอื่น ๆ